บันทึกพัฒนาการการจัดการเรียนรู้ของสถาบันอาศรมศิลป์:

จุดเปลี่ยนการเรียนรู้จากการใช้วิชาเป็นตัวตั้งไปสู่การใช้ชีวิตการงานเป็นตัวตั้ง

 


                บันทึกนี้มุ่งเล่าเรื่องการคลี่คลายการจัดการเรียนรู้ของคณาจารย์หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันอาศรมศิลป์ซึ่งมีพัฒนาการที่พยายามหลุดพ้นจากความเคยชินที่ใช้วิชาเป็นตัวตั้ง ไปสู่การใช้ชีวิตการงานเป็นตัวตั้ง สิ่งนี้ให้บทเรียนน่าเรียนรู้ว่าด้วยแนวทางการจัดการศึกษาทางเลือกในระดับอุดมศึกษา

การเรียนรู้ที่คณาจารย์หลักสูตรศึกษาศาสตร์ได้จากคณาจารย์หลักสูตรสถาปัตย์ฯ นั่นคือ การนำพานักศึกษาเรียนรู้ผ่านการงานจริง เรื่องนี้คณาจารย์หลักสูตรสถาปัตย์ฯได้ออกแบบการเรียนผ่านการทำงานจริง คือ การออกแบบชุมชนด้วยกระบวนเรียนรู้จากชุมชนอย่างลึกซึ้ง เพื่อเข้าถึงความต้องการที่แท้จริง และได้คุณค่าของชุมชนที่เข้มแข็ง มีความสามัคคี และเห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวม นักศึกษาจึงต้องลงไปหาชุมชนและร่วมใช้ชีวิตโดยไม่เพียงแต่เป็นสถาปนิก หากยังเป็นนักพัฒนาชุมชนด้วย ไม่เพียงแต่ออกแบบชุมชนทางกายภาพ แต่ช่วยออกแบบวิถีชีวิตครอบครัวและชุมชนที่อบอุ่น และช่วยเหลือกันด้วย ห้องเรียนของสถาปนิกจึงมากกว่าเพียงห้องสี่เหลี่ยม และประสบการณ์ตรงที่ได้รับก่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาตนอย่างชัดเจน

การเรียนรู้นี้ทำให้คณาจารย์ทบทวนการเรียนการสอนในช่วงภาคการศึกษาที่ ๑ และเห็นว่า ได้ใช้วิชาเป็นตัวตั้ง และจัดการเรียนรู้โดยอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นอาจารย์ เช่น กรณีหลักสูตรศึกษาศาสตร์ วิชาจิตวิญญาณความเป็นครู มีศาสตราจารย์กิติคุณ สุมน อมรวิวัฒน์ เป็นผู้สอน และวิชาการพัฒนาการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง มีอาจารย์พรพิไล เลิศวิชา และดร.สีลาภรณ์ บัวสายเป็นผู้สอน แม้ว่าวิชาเหล่านี้จะจัดกระบวนการในชั้นเรียนโดยมีกิจกรรมประกอบเพื่อสร้างการคิดเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์การสอนของนักศึกษา ซึ่งมีผลทำให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ผ่านการวิตกวิจารของตน  ทว่าการเรียนรู้อยู่แต่ในห้องเรียน ทำให้เกิดข้อจำกัดในด้านการมีประสบการณ์ตรงของตนเอง

ดังนั้นในภาคเรียนที่๒ (ตั้งแต่ ๑ ก.พ. – ๒๐ ก.ค. ๒๕๕๑) คณาจารย์จึงปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการเรียนการสอนเป็นการเรียนผ่านโครงงานจริง (Project-based learning) ได้แก่

·        วิชา HEA505 การพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ อาศัยการทำงานจริงในโครงการวิจัยและปฏิบัติการเพื่อออกแบบและพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ดำเนินการโดยสถาบันอาศรมศิลป์ และมีสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.)เป็นหน่วยงานสนับสนุน

·        วิชา HEA508 เทคนิคและทักษะการเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ อาศัยการทำงานจริงในโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้าง Coaching Teamเรื่องการบริหารโรงเรียนวิถีพุทธ ดำเนินการโดยมูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และการจัดฝึกอบรมครูในโรงเรียนรุ่งอรุณช่วงปิดภาคเรียนปีการศึกษา๒๕๕๐

·        นอกจากนี้ยังปรับให้วิชาHEA501 บุพภาคและสารัตถะแห่งการศึกษา, วิชาHEA503 หลักและรูปแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการ, วิชาHEA506 การพัฒนาแนวคิดหลักในการสอนศาสตร์พื้นฐาน, และวิชาHEA507 การวิจัยและประเมินผล เชื่อมโยงเข้ากับการทำงานจริงในโครงการต่างๆ เช่น ระพีศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน การฝึกอบรมเพื่อสร้างCoaching team ห้องเรียนพ่อแม่ แผนที่คนดี เป็นต้น

ผลที่เกิดขึ้นในด้านการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ และการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ใหม่ในสถาบันอาศรมศิลป์มีดังนี้คือ

๑.       เกิดทีมการสอนร่วม (Team teaching) ได้แก่ การสอนร่วมของทีมคณาจารย์หลักสูตรศึกษาศาสตร์ในวิชา HEA508 เทคนิคและทักษะการเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ และการสอนร่วมของคณาจารย์สองหลักสูตรในวิชา HEA505 การพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ ช่วยให้ทีมคณาจารย์ฝึกฝนการมีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาต่อกันและกันผ่านการได้ทำงานร่วมกัน

๒.     เกิดการทำงานเป็นทีม (Teamwork) ของคณาจารย์สองหลักสูตร โดยมีการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นประจำทุกสัปดาห์ๆละอย่างน้อย ๒ ครั้งเพื่อร่วมกันหารือในเรื่องหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และวาระสำคัญอื่นๆ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ช่วยเหลือเกื้อกูล และสื่อสารกันได้อย่างลึกซึ้ง

๓.      เกิดกลุ่มร่วมเรียนรู้ (Group learning) ระหว่างนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ได้แก่ การเรียนในวิชาHEA 505 การพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ โดยให้นักศึกษาทั้งสองหลักสูตรได้นำเอาความถนัดของตน คือ การจัดกระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตร์ และ การออกแบบอาคารและการใช้พื้นที่ของนักศึกษาหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์ มาใช้และก่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ วิถีชีวิต และคุณค่า

—                                  อย่างไรก็ตาม ผลในด้านลบของการจัดการเรียนการสอนโดยคิดโครงการให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติและเรียนรู้นั้นแยกออกจากชีวิตการทำงานจริง คือ การทำงานอาชีพครู ๕ วัน ได้กลายเป็นภาระการเรียนรู้ที่ร้อนแรงและหนักหน่วง  คือ นักศึกษาเรียนถึง ๖ วิชา รวม ๑๒ หน่วยกิต เป็นวิชาในชั้นเรียน ๔ วิชา โดยเรียนเย็นถึงค่ำ ๒ – ๓ ครั้งต่อสัปดาห์ และมีหนึ่งวิชาที่ต้องลงชุมชนที่นครสวรรค์ในช่วงเสาร์ อาทิตย์ ติดต่อกัน๒ ๓ ครั้งอยู่บ่อยๆ ขณะที่นักศึกษาต้องทำงานครูเช้าถึงเย็น และจันทร์ถึงศุกร์ สิ่งนี้ทำให้พวกเขาขาดเวลาค้นคว้า และอ่านเพิ่มเติม ไม่มีเวลาเขียนTerm paperให้เป็นงานวิชาการที่มีคุณภาพ ร่างกายทรุดโทรมและขาดชีวิตส่วนตัว  ส่วนคณาจารย์เองก็ประสบปัญหาเช่นกันคือ ทำงานหลายๆอย่างพร้อมกันทั้งงานวิจัย งานสอน และงานบริการวิชาการ ยังไม่สามารถช่วยนักศึกษาทำ Term papers ให้ได้คุณภาพ และห่างเหินชีวิตครอบครัว

—                                  บทเรียนการจัดการเรียนการสอนเหล่านี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งให้คณาจารย์ได้เกิดการใคร่ครวญเมื่อต้องเปิดภาคการศึกษาใหม่ปี๒๕๕๑สำหรับนักศึกษารุ่นที่สองในเดือนกันยายน

จุดเริ่มต้นอยู่ที่การประชุมสภาสถาบันอาศรมศิลป์เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ ภายหลังที่เราได้เสนอเรื่องร่างหลักสูตรศึกษาศาสตร์ทั้งระดับปริญญาโท และประกาศนียบัตรวิชาชีพครูกับที่ประชุมแล้ว กรรมการสภาสถาบันฯหลายท่านตั้งข้อสังเกตว่า หลักสูตรมีความโน้มเอียงเป็นการเรียนการสอนตามระบบอุดมศึกษาโดยทั่วไป มีวิชาบังคับ วิชาเลือกมาก และเรียนนานถึง ๓ ปี ที่สำคัญวิธีการเรียนการสอนถ้าเป็นระบบเดิมที่เรียนกันในชั้นเรียนโดยมีครูมาบรรยายก็จะไม่ได้ผล นอกจากนี้บางท่านยังเสนอแนะเพิ่มเติม เช่น ศ.นพ.วิจารณ์ พานิชอยากให้สถาบันอาศรมศิลป์เป็นอุดมศึกษาทางเลือกที่ผู้เรียนมีโอกาสได้ใคร่ครวญประสบการณ์การทำงาน(ในวิชาชีพครู) ตลอด๕วันในหนึ่งสัปดาห์ ส่วนอาจารย์สีลาภรณ์ บัวสายแนะว่า อาจทำการสอนแบบระบบโค้ชชี้แนะ เป็นต้น

ทีมคณาจารย์รับฟังข้อแนะนำของกรรมการสภาสถาบันฯด้วยความใคร่ครวญ และได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนใหม่โดยนำบทเรียนจากประสบการณ์การร่วมทีมฝึกอบรม และร่วมทีมสอน และการเปลี่ยนแปลงขัดเกลาตนเองมาพิจารณาอย่างลึกซึ้ง

การเรียนการสอนใหม่นี้ ไม่ดำเนินการสอนตามรายวิชาต่างๆ ที่แยกไว้ดังที่ปรากฏในหลักสูตร ตรงกันข้ามให้หลอมรวมวิชาเหล่านั้นแล้วใช้ระบบกลุ่มเรียนรู้ร่วมกันโดยมีคณาจารย์เข้าไปชี้แนะบนการทำงานเป็นครูของพวกเขา ทั้งนี้โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนอย่างเต็มที่ และยกประเด็นสำคัญที่ควรช่วยกันเรียนรู้ และเสนอแนะ เช่น การนำหลักสูตรไปทำแผนการสอน การจัดกระบวนการเรียนการสอน การใช้สื่อ การประเมินผล การมีจิตวิทยาเข้าใจธรรมชาติการเรียนรู้ การบริหารจัดการชั้นเรียน การเปลี่ยนแปลงภาวะภายในของครูที่ช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีคิดวิธีการทำงานของตน เป็นต้น

เราอาจเรียกการเรียนการสอนดังกล่าวว่าเป็นการเรียนบนการงานจริง (Work – Based Learning) คือ การประกอบอาชีพครูของนักศึกษานั่นเอง ประสบการณ์ตรงของตนจากการงานจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ของพวกเขา โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้ผ่านการจัดการความรู้ของกลุ่มเรียนรู้ร่วม นักศึกษาถูกแบ่งเป็นกลุ่มตามความเหมาะสม เช่น กลุ่มครูสอนศิลปะ กลุ่มครูมัธยมสอนวิทยาศาสตร์ กลุ่มครูสอนสังคมศึกษาและภาษาไทย กลุ่มครูประถม และกลุ่มครูอนุบาล เป็นต้น และมีคณาจารย์เข้าไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจัดการความรู้ด้วยกลุ่มละ ๒ – ๓ คน

โปรแกรมการสอนนั้นออกแบบให้วันเสาร์มีกิจกรรมต่อเนื่องเป็นวิถีชีวิต ช่วงเช้าเรียนวิชามงคลชีวิตผ่านกิจกรรมการสวดมนต์ทำวัตรเช้า การสนทนาธรรม การทำกิจกรรมจริยศิลป์ จากนั้นเรียนวิชาภาษา และเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ช่วงบ่าย จึงเป็นวงสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่มต่างๆข้างต้นซึ่งอาจสนทนาถึงประสบการณ์การทำงานครูในรอบสัปดาห์มีสิ่งใดที่ได้เรียนรู้ และมีสิ่งใดที่ยังเป็นปัญหา อุปสรรค หรือข้อติดขัดที่อยากรับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกในกลุ่ม นอกจากนี้ อาจสนทนาในหัวข้อที่ชัดเจนขึ้น เช่น ประสบการณ์ทำแผนการสอน เป็นต้น เมื่อสนทนากลุ่มย่อยเสร็จ จึงเข้ากลุ่มใหญ่ทั้งหมดเพื่อสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนกันอีก จากนั้นจบด้วยการออกกำลังกายร่วมกันประมาณ ๑ ชั่วโมงในช่วงเวลาเย็นโดยเรียนการรำพลอง ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้วิถีไทย

สำหรับเนื้อหาการเรียนรู้(Content analysis) จะอาศัยที่ประชุมของทีมคณาจารย์ทุกวันจันทร์ช่วยกันประเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษา เสนอแนะเพิ่มเติมเนื้อหา หรือกิจกรรมที่นักศึกษาควรเรียนรู้ และร่วมกันเตรียมการสอนในครั้งต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุมยังพิจารณาไตร่ตรองถึงความสมบูรณ์ครบถ้วนของเนื้อหาการสอนตามมาตรฐานของหลักสูตร ตลอดจนได้ร่วมกันกำหนดประเด็นการประเมินผลการเรียนรู้ไว้เป็นเบื้องต้นดังนี้คือ

๑.      นักศึกษาสามารถออกแบบแผนการสอนแบบบูรณาการได้อย่างมีความแม่นยำในมาตรฐานของหลักสูตรสถานศึกษา โดยมีความเข้าใจ และเข้าถึงดุลยภาพระหว่างสาระวิชา กับกระบวนการเรียนรู้ที่นำไปสู่ทัศนคติการมองโลกและชีวิตที่มีคุณค่า

๒.    นักศึกษาสามารถสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆได้อย่างหลากหลาย เช่น การเรียนรู้ผ่านโครงงาน ปัญหา หรือประเด็นสำคัญ เป็นต้น

๓.     นักศึกษามีการทำงานเป็นทีมในการงานจริง สามารถเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง(Change agent) การจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในสถานศึกษา หรือการทำงานจริงของตนและเพื่อนร่วมงานได้

๔.     นักศึกษามีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เข้าถึงสุนทรียภาพ มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และสิ่งแวดล้อมด้วยการคิดดี

ทำดี และพูดดี

๕.     นักศึกษารู้จักเผชิญกับปัญหา  อุปสรรค และการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดหมายด้วยท่าทีที่อดทน และเรียนรู้

การเรียนการสอนในระบบกลุ่มเรียนรู้ร่วมนี้ คณาจารย์เคยเรียกว่าเป็น ระบบทีมโค้ช (Coaching team)

ซึ่งหมายถึง การจัดกลุ่มเรียนรู้ร่วมผ่านกิจกรรมการจัดการความรู้จากประสบการณ์ทำงานและชีวิตในประเด็นต่างๆโดยมีคณาจารย์ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างไรก็ตามเมื่อได้แลกเปลี่ยนกับอาจารย์ประเวศ วะสีเมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๑ ท่านได้ให้ข้อแนะนำว่า การเรียกว่าตนเป็นโค้ชนั้น ยังอาจให้คิดได้ว่า คณาจารย์เหนือกว่านักศึกษา ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการฟังกันและกันอย่างลึกซึ้ง ดังนั้นน่าจะเปลี่ยนมาเรียกว่าเป็นกลุ่มเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ในกลุ่มที่เท่าเทียมกัน

ความเห็นนี้เป็นสิ่งที่คณาจารย์ต่างเห็นด้วยและนำมาสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังโดยในกระบวนการจัดการความรู้กับนักศึกษาแต่ละครั้งนั้น คณาจารย์วางบทบาทเป็นผู้ฟังที่ดี และแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมิตรที่ดี โดยได้เรียนรู้จากนักศึกษาในหลายเรื่อง และคิดต่อยอดเสนอแนะเพิ่มเติมต่อไป บรรยากาศการเรียนรู้จึงมีทั้งการชื่นชมต่อสิ่งที่นักศึกษาเสนอ และทั้งได้ใคร่ครวญคิดแลกเปลี่ยนด้วยใจที่ปกติ และลดมานะไปได้อย่างมาก

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นกับหลักสูตรศึกษาศาสตร์เท่านั้น ยังมีผลต่อหลักสูตรสถาปัตย์ฯด้วย โดยเมื่อคณาจารย์สองหลักสูตรประชุมกันในวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ คณาจารย์หลักสูตรสถาปัตย์ฯสนใจและเชิญชวนให้คณาจารย์ศึกษาศาสตร์ไปร่วมช่วยกันจัดวางระบบการเรียนการสอนแบบกลุ่มเรียนรู้ร่วมเช่นนี้ด้วย โดยมีข้อสรุปจากการได้ร่วมกันออกแบบการเรียนการสอนใหม่ดังนี้

ประการแรก ใช้การเรียนบนการงานจริงโดยอาศัยโครงงานจริงในสตูดิโอเป็นแหล่งเรียนรู้ เช่น โครงการชุมชนแออัด โครงการศูนย์จิตตปัญญาศึกษา เป็นต้น นักศึกษาเลือกเรียนตามที่สนใจ และมีคณาจารย์ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจัดการความรู้

ประการที่สอง ทุกโครงการมีประเด็นเนื้อหาร่วมกันที่นักศึกษาควรได้รับคือ

ก.      การเรียนรู้ภาวะภายในจากการสังเกต การฟัง การบันทึก การถ่ายทอดในการเผชิญสถานการณ์จริงเพื่อพัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้ของตนเอง

ข.      การฝึกวิธีคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเร้ากุศล และระบบคิดแบบโยนิโสมนสิการ

ค.      คุณค่าของวัตถุธรรมที่เชื่อมโยงวิถีชีวิต กิจกรรม กิจวัตร จิตวิญญาณของผู้คนในชุมชน และสุนทรียภาพแห่งชีวิต

ง.       การทำงานเป็นทีมอย่างเป็นกัลยาณมิตร

การปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนของสถาบันอาศรมศิลป์มาเป็นกลุ่มเรียนรู้ร่วมในขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว ๔ ครั้ง พบว่า นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เช่น การสวดมนต์ การทำงานศิลปะ การฝึกฝนการฟัง การพูด การอ่าน เป็นต้น แล้วได้สร้างการเรียนรู้ด้วยตนเองจากการใคร่ครวญดูภาวะภายในและเขียนบันทึก และการนำเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนนักศึกษาด้วยกัน และจากข้อคิดเห็นของคณาจารย์ นักศึกษาบางท่านระบุว่า เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผ่อนคลายตรงที่มีโอกาสย้อนดูตนเอง และเรียนรู้จากผู้อื่นด้วยการรับฟังกันและกันอย่างเต็มที่

ดอกผลเช่นนี้เกิดขึ้นอีกเช่นกันเมื่อนักศึกษาได้เข้ากลุ่มจัดการความรู้ประสบการณ์ทำงานครู พวกเขาระบุว่า ได้พูดถึงการงานของตนอย่างเปิดใจ และลึกซึ้ง เช่น ปัญหาอุปสรรคของการทำงานเป็นทีมอันเนื่องมาจากครูยังมีมานะว่าตนเหนือกว่า เป็นต้น บางคนสามารถเรียนรู้บทเรียนที่ดีจากประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนของเพื่อนเพื่อนำไปปรับใช้กับการจัดการเรียนการสอนของตนได้

ส่วนคณาจารย์ที่เข้าร่วมช่วยจัดการความรู้สามารถสร้างบรรยากาศการสนทนาที่นักศึกษามีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ และเป็นไปเพื่อการเรียนรู้ โดยได้ใช้ท่าทีที่เรียนรู้จุดเด่นของประสบการณ์ที่นักศึกษานำเสนอ และเขียนระบุบนแผ่นflip chart ขณะเดียวกันได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมกับจุดที่น่าจะพัฒนาต่อยอดต่อไป การเรียนรู้จากกันและกันจึงมีความเป็นกัลยาณมิตร

นอกจากนี้การประชุมของคณาจารย์หลักสูตรศึกษาศาสตร์ทุกวันจันทร์เพื่อสรุปผลการจัดการเรียนการสอนทุกครั้งนั้น ได้ช่วยทำให้เกิดการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น และการชื่นชมการทำงานของทีมสอนเป็นกำลังใจแก่กันและกัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.